
|
ฟังเนื้อหา
Getting your Trinity Audio player ready...
|
สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมมีร้านกาแฟร้านหนึ่งที่มีกาแฟรสชาติอร่อยอยากจะมาบอกเล่าสู่กันฟังสำหรับเว็บไซต์ Chiang Rai Best ของเราครับ อย่างที่เราทราบกันดีว่า จังหวัดเชียงรายนั้นถือเป็นเมืองหลวงแห่งหนึ่งของคนรักกาแฟเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะขับรถไปทางไหน เราก็จะเจอร้านกาแฟมากมายเต็มไปหมด
มีตั้งแต่ร้านใหญ่โตอลังการที่ตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อดึงดูดสายถ่ายรูป ไปจนถึงร้านเล็กๆ ริมทางที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ของเมือง การหาร้านกาแฟสักร้านเพื่อแวะนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ แต่ถ้าจะหาร้านที่ “อร่อยถูกใจจริงๆ” และมีความใส่ใจในทุกรายละเอียดของแก้วกาแฟแบบลึกซึ้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว
แต่ในที่สุดผมก็ได้มาเจอร้านหนึ่งที่ต้องบอกเลยว่า ถูกใจผมมากๆ เรียกได้ว่าเป็น Hidden Gem หรือขุมทรัพย์ลับที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ แต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ร้านนี้มีชื่อว่า 1221 Twelve Twenty One Specialty Coffee
ก่อนอื่นอย่าเพิ่งสับสนกับร้านที่ชื่อคล้ายกันคือร้าน 1:2 Coffee (One To Two Coffee) ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ สามารถเพิ่มสาขาได้มากกว่า 30 สาขาและทำรายได้หลักร้อยล้านภายในไม่กี่ปี และถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจในหลายๆแห่ง
ทั้งสองร้านนี้เป็นคนละร้านกันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ร้าน 1:2 Coffee เป็นร้านที่ขยายอย่างรวดเร็วและมีหลายสาขาเป็นระดับแมสไปแล้ว แต่ร้าน 1221 Twelve Twenty One Specialty Coffee เป็นร้านที่กำลังปั้นตัวเองและมีเพียง 2 สาขาเท่านั้นคือที่ป่าอ้อดอนชัยใกล้ๆวัดร่องขุ่น และสาขาอำเภอพาน
ร้านนี้มีดีอะไร
ร้านนี้เป็นร้านกาแฟเล็กๆมีเพียงแค่ 2 สาขา แต่มีโรงคั่วของตัวเอง แล้วเป็นกาแฟที่ทางเราได้ไปลองมาแล้วบอกได้เลยว่าเป็นกาแฟที่อร่อยมาก ตอนนี้เรายกให้เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่อร่อยที่สุดในเชียงราย นอกเหนือจากร้าน Bechegu Coffee (เบเชกู่) Yayo Farm (ยาโย่ ฟาร์ม ดอยช้าง) และอื่นๆ
ความเป็นมาของ 12 21 Specialty Coffee
มาย้อนดูจุดเริ่มต้นและประวัติความเป็นมาของร้านนี้กันบ้างครับ ว่าจากความหลงใหลเล็กๆ มันเติบโตมาเป็นร้านกาแฟคุณภาพแบบทุกวันนี้ได้อย่างไร
จุดเริ่มต้นของร้านมาจากความหลงใหลในกาแฟและวิทยศาสตร์ของเจ้าของร้าน คือร้าน 12 21 Twelve Twenty One เกิดขึ้นจากความตั้งใจของคุณพลอยใส แสงแก้ว (หรือคุณพลอย) หญิงสาวผู้มีแพสชัน หรือความหลงไหลอย่างแรงกล้าในเรื่องของกาแฟและวิทยาศาสตร์คงเป็นเพราะคุณพลอยมีพื้นฐานการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน
จริงๆแล้วจะว่าคุณพลอยเป็นหน้าใหม่ในวงการกาแฟก็ไม่ถูกนัก เพราะเธอคือเจ้าของดีกรีแชมป์คั่วกาแฟรายการสายลมเย็น ดอยม่อนล้าน ในปี 2019 และยังคว้าแชมป์คอกาแฟขั้นเทพ จากงาน Esan Coffee Fair 2023 อีกด้วย
แต่จะว่าเธอเก๋าเกมอยู่ในวงการกาแฟมาอย่างยาวนานก็ไม่ใช่ เพราะเธอเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางกาแฟช่วงโควิดนี่เอง โดยทำงานเป็นทั้งคนคั่วกาแฟและบาริสต้าที่ร้าน Jason Coffee Roaster ย่านลาดพร้าว 92 กรุงเทพฯจากการแนะนำของญาติเพราะเห็นว่าเธอมีความชอบและหลงไหลในกาแฟอยู่แล้วก็ควรลองมาทำงานทางด้านนี้ดู
สำหรับชื่อร้าน “12 21” นั้น ไม่ได้มาจากการคำนวณตัวเลขทางสถิติที่ซับซ้อนอะไร หรือสัดส่วนของกาแฟอย่างที่หลายๆคนเข้าใจหรอกครับ แต่มันมาจากความบังเอิญที่ตัวเลข 12 และ 21 มีความผูกพันกับชีวิตของเธอแบบบังเอิญ
นั่นคือ เธอเริ่มเปิดร้านนี้ตอนที่เธอมีอายุครบ 21 ปีพอดี และในตอนนั้นเธอมีประสบการณ์คลุกคลีอยู่ในวงการกาแฟมาครบ 12 เดือนเต็ม แถมยังบังเอิญไปตรงกับเลขที่บ้านของเธออีกด้วย ตัวเลขเหล่านี้วนเวียนอยู่ในชีวิต เธอจึงตัดสินใจนำเลข 12 21 มาตั้งเป็นชื่อร้านซะเลย
ก่อนจะพากันไปไกลขอกลับมาสู่จุดเริ่มต้นเส้นทางการทำร้านกาแฟของคุณพลอยอีกครั้ง เริ่มต้นมาจากการเป็นคนชอบดื่มกาแฟอยู่แล้วเป็นทุนเดิม วันหนึ่งญาติของเธอได้แนะนำให้ลองไปทำงานที่ร้าน Jason Cafe & Coffee Roaster
และที่นั่นเองทำให้เธอได้พบกับหมอเจี๊ยบ หรือทันตแพทย์ชาคริต ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งร้าน โดยแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งของคลินิกทำฟันมาเปิดเป็นโรงคั่วกาแฟเล็กๆ ตามที่ตัวเองชอบ
จะด้วยการถูกชะตาหรือเห็นแววฝีมือของคุณพลอยตั้งแต่แรก หรือเหตุผลอื่นก็ไม่มีใครทราบ หมอเจี๊ยบเป็นคนสอนและถ่ายทอดวิชาเรื่องการคั่วกาแฟ กระบวนการแปรรูปเมล็ด (Processing) ไปจนถึงทักษะการเป็นบาริสต้าให้เธอ หมอเจี๊ยบถือเป็นอาจารย์คนแรกของคุณพลอยเลยก็ว่าได้
ตอนแรกคุณพลอยสนใจแค่เรื่องการชงกาแฟหน้าบาร์เพราะรู้สึกว่ามันดูเท่ดี และเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับกาแฟซึ่งตัวเองสนใจอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนชื่นชอบวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว เมื่อหมอเจี๊ยบชวนให้มาทำระบบหลังบ้านอย่างการคั่วกาแฟ เธอก็นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการทำกาแฟอย่างจริงจัง
เธอเรียนรู้และพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงแค่ 12 เดือนเท่านั้นเองซึ่งถือว่าเร็วมาก จนในที่สุดหมอเจี๊ยบก็ชวนเธอเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของร้าน เมื่อคั่วกาแฟจนชำนาญแล้ว เธอก็ขยับมาทำงานบาริสต้าควบคู่ไปด้วย และปัจจุบันเธอรับผิดชอบดูแลทั้งงานชงกาแฟหน้าบาร์และการแปรรูปเมล็ดกาแฟที่ต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคไปตามแต่ละฤดูกาลของผลผลิตในแต่ละปี
การขยายสาขาและเปลี่ยนจุดโฟกัสมาที่เชียงราย ร้าน 12 21 Twelve Twenty One สาขาแรกนั้น เปิดตัวขึ้นที่ซอยลาดพร้าว 71 กรุงเทพฯ ในปี 2563 ก่อนที่ในเวลาต่อมา พวกเขาจะตัดสินใจมาเปิดสาขาใหม่ที่ต่างจังหวัดนั่นคือจังหวัดเชียงราย โดยมี 2 สาขา ตั้งอยู่ที่ 678 Street ซอยเหรียญไทย อำเภอพาน และที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย ห่างจากวัดร่องขุ่นประมาณ 500 เมตรเท่านั้นซึ่งก็คือสาขาที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี่แหละครับ พร้อมกันนั้นก็ได้สร้างโรงคั่วกาแฟของตัวเองในชื่อ Ploysai Coffee Roaster (พลอยใส โรสเตอร์) ในบริเวณใกล้ๆ
ปัจจุบันสาขาแรกที่ลาดพร้าวได้ถูกยุบไปแล้ว เพื่อที่คุณพลอยและทีมงานจะได้ทุ่มเทโฟกัสให้กับการดูแลร้านที่อำเภอพานและที่วัดร่องขุ่นอย่างเต็มที่ โดยมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยพัฒนายกระดับกาแฟไทยและส่งเสริมเกษตรกรที่ปลูกกาแฟในพื้นที่ราบสูงของเชียงรายอย่างเต็มที่อย่างที่เธอได้ตั้งเจตนารมณ์ไว้
เรื่องราวของสาขาอำเภอพาน เนื่องจากร้าน 12 21 Twelve Twenty One มีแค่เพียง 2 สาขา จึงขอเล่าย้อนไปถึงสาขาที่อำเภอพานสักเพราะเป็นสาขาเริ่มต้นที่จังหวัดเชียงราย
สาขาที่อำเภอพานในตอนแรกที่ไปเปิดนั้น ร้านตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคาร 678 Street (อยู่เหนือร้านวัตสัน) ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง ตกแต่งอย่างสวยงามแบบจัดเต็มด้วยโทนสีขาวสะอาดตา ตัดกับขอบประตูหน้าต่างไม้ มีที่นั่งริมกระจกให้มองวิวถนนด้านล่าง เรียกได้ว่าเป็น “คาเฟ่ลับ” ของอำเภอพานอย่างแท้จริง
แต่ก็นั่นแหละครับด้วยความที่มันลับเกินไป คนที่มาครั้งแรกมักจะหาร้านไม่ค่อยเจอเพราะหลบมุมอยู่ข้างบน แถมการที่ต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 ก็กลายเป็นอุปสรรคสำหรับลูกค้าผู้สูงอายุหรือคนที่ไม่สะดวกเดินขึ้นบันได แค่จะกินกาแฟสักแก้วก็รู้สึกลำบากแล้ว
ด้วยเหตุนี้ในเดือนมีนาคม ปี 2569 ทางร้านจึงตัดสินใจย้ายลงมาอยู่ชั้น 1 ตามคำเรียกร้องของลูกค้าครับ ร้านใหม่นี้หาง่ายกว่าเดิมมาก อยู่ใกล้ๆ ที่เดิมเลย เพียงแต่พื้นที่ร้านจะกะทัดรัดขึ้น มีที่นั่งแบบไม่มีโต๊ะรองรับได้ประมาณ 4-5 ที่เท่านั้น เหมาะสำหรับคนมาซื้อแบบ Take away มากกว่า แต่ถ้าอยากจะนั่งจริงๆ ก็จะได้อารมณ์แบบนั่งจิบกาแฟสบายๆ ริมทาง ได้ฟีลสตรีทไปอีกแบบครับ
ส่วนการเสิร์ฟก็ปรับมาใช้แก้วกระดาษแทนแก้วเซรามิกเพื่อความสะดวก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนคือ “รสชาติ” ครับ ไม่ว่าจะเสิร์ฟในแก้วแบบไหน กาแฟของคุณพลอยก็ยังคงคุณภาพและอร่อยไม่ต่างจากเดิมเลย
นวัตกรรมกาแฟพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ วิสัยทัศน์ที่น่าสนใจมากของคุณพลอยคือ เธอเชื่อมั่นว่านวัตกรรมกาแฟพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก ความหมายก็คงจะหมายถึงกระบวนการผลิต การคั่ว และการชง จะใช้ความรู้สึกหรือน้ำหนักมือ หรือกะเวลาตามประสบการณ์ไม่ได้ ทุกอย่างต้องเปะ
เธอจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การชงกาแฟขาย แต่ยังเปิดคอร์สสอนการดริปกาแฟและการคั่วกาแฟเบื้องต้นที่สาขาวัดร่องขุ่นด้วย โดยคอร์สของเธอจะเน้นสอนให้ผู้เรียนเข้าใจถึงแก่นแท้ทางวิชาการและกระบวนการทดลอง มากกว่าจะให้จำสูตรตายตัว เพื่อให้คนที่มาเรียนสามารถนำหลักการเหล่านี้ไปต่อยอดและประยุกต์ใช้กับกาแฟของตัวเองได้
อย่าจำสับสนกับ 1:2 Coffee นะ คนละร้านกัน
มีเรื่องหนึ่งจะว่าสำคัญก็ใช่ หรือจะว่าแค่เรื่ององค์ประกอบเล็กน้อยก็ใช่ คือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2018) ในเชียงรายมีแบรนด์กาแฟที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังมากๆ ชื่อแบรนด์ว่า 1:2 Coffee (One To Two Coffee) แบรนด์นี้เริ่มต้นจากคาเฟ่แมวในเมืองเชียงราย และเติบโตขยายสาขาไปมากกว่า 30 แห่ง โดยเน้นโพสิชันการตลาดแบบ “Everyday Coffee” กาแฟคุณภาพมาตรฐานในราคาจับต้องได้ (เริ่มต้น 60 บาท) เจาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศ
ความสำเร็จของ 1:2 Coffee ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภคหลายคนเกิดความสับสนครับ เมื่อใดก็ตามที่เห็นร้านกาแฟมีตัวเลข “12” หรือ “21” เป็นชื่อร้าน ประกอบกับการตกแต่งโทนสีขาวมินิมอล คนก็มักจะเผลอคิดไปเองโดยอัตโนมัติว่าเป็นร้านสาขาหรือเครือข่ายของ 1:2 Coffee ไปเสียหมด ตัวผมเองตอนแรกที่ได้ยินชื่อ 12 21 Specialty Coffee ก็ยังแอบคิดว่าเป็นร้านเดียวกันเลยครับ ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวด้วยหลายคนที่ผมรู้จักก็เคยสับสนระหว่างชื่อร้านสองร้านนี้
ดังนั้น ขอสรุปให้ชัดเจนตรงนี้เลยว่า ร้าน 1:2 Coffee (ที่มีสาขาเยอะๆ เน้นราคาเข้าถึงง่าย) ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับร้าน 12 21 Twelve Twenty One Specialty Coffee (ของคุณพลอยและหมอเจี๊ยบ ที่เป็นโรงคั่วคราฟต์ เน้นเมล็ดพิเศษ) นะครับ สองร้านนี้เป็นคนละแบรนด์ คนละเจ้าของ และมีจุดเด่นรวมถึงทิศทางของร้านที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
หัวใจสำคัญ กาแฟร้านนี้ดีอย่างไร ทำไมถึงไม่ควรพลาด
ร้านนี้ไม่ใช่แค่คาเฟ่ที่รับเมล็ดกาแฟจากที่อื่นมาชงขาย แต่ที่นี่คือ “โรงคั่วกาแฟ” (Roaster) ที่มีคาเฟ่ตั้งอยู่ข้างร้านเพื่อเสิร์ฟสิ่งที่พวกเขาคั่วเองกับมือ หลายเสียงยืนยันว่ามันคือร้านของคนจริงจังเรื่องกาแฟที่คั่วเมล็ดเอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าร้านนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของคนจริงจังเรื่องกาแฟ อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่คาเฟ่ที่เน้นมาถ่ายรูปเช็คอินแล้วจบไปเหมือนร้านส่วนใหญ่
คงจะพูดได้ว่าความอร่อยของกาแฟที่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีข้อมูลเชิงลึกที่ลูกค้าระบุไว้เลยว่า เจ้าของร้านที่ชื่อคุณ “พลอยใส” นั้นขยายสาขามาจากกรุงเทพฯ เธอไม่ใช่แค่คนชอบดื่มกาแฟแต่เป็นคนที่มีรางวัลการันตีจากหลายเวทีระดับประเทศ
และที่สำคัญคือเธอเป็นคนที่ลงพื้นที่ออกไปเสาะหาเมล็ดกาแฟคุณภาพจากดอยที่สูงในเชียงรายโดยเฉพาะดอยช้างด้วยตัวเองพร้อมกับมีเครื่องคั่วกาแฟเป็นของตัวเองเช่นกัน
ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะมันคือคำอธิบายว่าทำไมกาแฟของที่นี่ถึงมีคุณภาพดีสม่ำเสมอ นั่นเป็นเพราะทางร้านสามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำ (แหล่งปลูกและเกษตรกร) มาจนถึงกลางน้ำ (กระบวนการคั่ว) และจบที่ปลายน้ำ (บาริสต้าที่มีใบรับรอง)
ลักษณะร้านถ้ามองจากภายนอก ร้านนี้ดูเหมือนจะเป็นอาคารที่ใหญ่พอสมควร แต่พอเดินเข้าไปข้างใน จะพบว่าพื้นที่ร้านมีขนาดกะทัดรัดกว่าที่คิด บรรยากาศการตกแต่งจะออกแนว Rustic stylish คือมีความดิบๆเท่ๆแต่สะอาดหูสะอาดตา แฝงไปด้วยรสนิยมที่ดูดี สมควรได้รับการเรียกขานว่าเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่อีกเม็ดหนึ่งในเชียงราย เพราะมันเป็นร้านที่ให้ความรู้สึกว่าเราได้มาค้นพบของดีโดยไม่ได้คาดคิด
คาแรกเตอร์ของกาแฟ เป็นร้านที่ขายความหลากหลายของรสชาติ นี่คือหัวใจของร้าน 12 21 Twelve Twenty One เลยก็ว่าได้ ที่นี่มีเมล็ดกาแฟให้เลือกเยอะมากๆ คือมีเยอะจนบางทีลูกค้าก็แอบเลือกไม่ถูกเลยทีเดียวครับ
เมล็ดกาแฟที่นี่มีทั้งแบบ Local Single Origin ของไทยที่ปลูกบนดอยช้าง และเมล็ดนำเข้าจากทั่วทุกมุมโลก เช่น เมล็ดจากฮอนดูรัส หรือเมล็ดจากอเมริกาใต้ ความหลากหลายระดับนี้สร้างประสบการณ์ที่คล้ายกับการเดินเข้าไปในร้านไวน์เลยทีเดียว คือลูกค้าจะไม่ได้แค่เดินมาสั่งลาเต้เย็นแก้วนึงแล้วไปนั่งรอ แต่ลูกค้าจะได้ใช้เวลาสนุกกับการเลือกเมล็ดก่อนว่าเอาเมล็ดจากมุมไหนของโลก แล้วค่อยเลือกว่าจะนำไปชงด้วยวิธีไหน
โปรไฟล์รสชาติที่ชวนตื่นเต้น (Flavor Profile) เราขอแบ่งกลุ่มรสชาติกาแฟที่ร้าน 12 21 Twelve Twenty One ที่น่าสนใจออกมาดังนี้ครับ
- ผลไม้เบอร์รี่ (Fruity): เมนู Blueberry Blend แบบดริป จะรู้สึกเหมือนมีบลูเบอร์รี่ระเบิดอยู่ในปากเป็นความฟรุตตี้ที่ชัดเจนมาก
- ผลไม้รวมและสมุนไพร: สำหรับเมนู Pour over ที่ใช้เมล็ดจากอเมริกาใต้ จะได้กลิ่นและรสสัมผัสของบลูเบอร์รี่ องุ่น และมิ้นต์ผสมผสานกัน
- วิสกี้ / หมัก (Boozy/Fermented): เมนูอย่าง Honduras Whisky หรือ Americano Whiskey Blend รสชาติดี เหมือนได้กลิ่นวิสกี้จางๆ หอมกลิ่นวานิลลาหน่อยๆและมีความนุ่มลึกของช็อกโกแลต เป็นอะไรแปลกใหม่สำหรับกาแฟ
- ถั่วและคั่วเข้ม (Nutty & Dark): สำหรับสายกาแฟนม เมนู House Blend และ Dark Roast ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม เอสเพรสโซ่มีความเข้มข้น แทบไม่มีรสเปรี้ยวหลงเหลือ ขมแบบเข้มๆไม่ใช่ขมแบบขมปี๋ หอมแบบควัน รสชาติแน่นนัว แน่น หนักหน่วง เต็มปากเต็มคำ
- ซิตรัส / สดชื่น: ใครชอบความสดชื่น ต้องลอง Citrus Coffee Black ที่ผสมกับโซดา ดื่มแล้วรีเฟรชร่างกายได้ดีมาก
- ดอกไม้ / ลิ้นจี่: เมนูประยุกต์อย่าง Lychee & Rose Dirty ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยกลิ่นหอมของลิ้นจี่และกลิ่นอโรม่ากุหลาบที่เข้ากันอย่างน่าทึ่ง ต้องยกดื่มทีละจิบโดยไม่ต้องคนเพื่อให้ลิ้นรับรสชาติที่ไล่ระดับจากกาแฟร้อนเข้มข้นสู่ความหอมหวานของลิ้นจี่กุหลาบ
ข้อสรุปเชิงคาแรกเตอร์ของกาแฟร้าน 12 21 Twelve Twenty One Specialty Coffee ก็คือ ร้านนี้ไม่ได้ผูกขาดรสชาติกาแฟไว้แค่มิติเดียว แต่มีสเปกตรัม (ความหลากหลาย) ของรสชาติที่กว้างมากๆตั้งแต่ฟรุตตี้สดใสจัดจ้าน (สำหรับสาย Light Roast) ไปจนถึงรสชาติเข้มแน่นนัว (สำหรับสาย Dark Roast) ทำให้ร้านนี้สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งคนที่ชอบกาแฟดำแบบ Specialty และคนที่ชอบกาแฟนมหอมหวาน
เรื่องของ “กลิ่น” (Aroma) กลิ่นหอมของร้านนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คนประทับใจตั้งแต่เดินเข้าร้าน คือเดินเข้าไปแล้วกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วหอมตลบอบอวลไปหมด
เมนูเด่นที่อยากแนะนำ
- Drip / Pour Over (พระเอกของร้าน): นี่คือเมนูที่น่าจะมีคนพูดถึงและแนะนำมากที่สุด เพราะการดริปเป็นวิธีชงที่สามารถดึงเอาคาแรกเตอร์และ Taste note ของเมล็ดกาแฟออกมาได้ชัดเจนที่สุด ในราคาเพียง 100 บาทสำหรับเมล็ดพิเศษ ถือว่าคุ้มค่าและเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากในสายตานักท่องเที่ยว
- กลุ่มเมนู Dirty: เมนูนี้ถือเป็นจุดขายเชิงประสบการณ์เลยครับ ทั้ง Dirty Blue ที่ใช้นมเย็นจัดท็อปด้วยเอสเพรสโซ่ร้อนๆ หรือ Lychee & Rose Dirty ที่เล่นกับเลเยอร์ของอุณหภูมิ ด้านบนเป็นกาแฟร้อน ด้านล่างเป็นครีมเย็นรสหวานหอม เป็นการดื่มกาแฟที่สนุกและอร่อยไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมี Matcha Dirty สำหรับสายชาเขียวด้วย
- Coconut Presso / Ice Coconut Coffee (กาแฟมะพร้าว): เมนูนี้หวานกำลังพอดี คือไม่หวานแหลมจนไปกลบกลิ่นของกาแฟ ซึ่งนี่คือจุดเด่นที่แก้ปัญหาของร้านกาแฟมะพร้าวทั่วไปที่มักจะทำออกมารสชาติหวานเกินไป ร้านนี้จะไม่หวานขนาดนั้น
- Espresso-based: อันนี้เป็ฯเมนูมาตรฐาน ไปร้านไหนก็ต้องมี อย่างเช่น Iced Mocha และ Latte ก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม หอม รสชาติลงตัว ไม่หวานจนเกินไป
- ขายเมล็ดกาแฟกลับบ้าน: สิ่งที่บ่งบอกว่ากาแฟร้านนี้อร่อยจริงคือ ลูกค้าที่มานั่งดื่มหลายคนต้องขอซื้อเมล็ดกาแฟแบบถุงกลับไปชงเองที่บ้านด้วย เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าคุณภาพของเขาทำให้คนอยากเอากลับไปอร่อยต่อ
เรื่องของบริการและบาริสต้า
นี่คือจุดแข็งอีกเรื่องหนึ่งของร้านเลย เรื่องการบริการ บาริสต้าที่นี่เก่งและอัธยาศัยดีแทบจะทุกคน พนักงานมีความรู้ สามารถให้คำแนะนำในการเลือกเมล็ดกาแฟได้เป็นอย่างดี ประสบการณ์ด้านนี้ผมเคยเจอไม่กี่ร้านในเชียงรายที่บาริสต้ามีความรู้ลึกและนแนะได้เป็นอย่าง อีกที่ที่เคยเจอคือที่ร้าน Bechegu Coffee Roaster โอเคก็คงมีบาริสต้าเก่งๆเยอะแยะแหละแต่ส่วนมากเขาไม่ค่อยอยากจะคุยกับเราซักเท่าไหร่
ซึ่งตรงนี้สำคัญมากสำหรับร้านที่มีตัวเลือกเมล็ดเยอะจนลูกค้าอาจจะสับสน นอกจากนี้ทางร้านยังมีบาริสต้าที่ได้รับการรับรอง (Certified Barista) และมีการจัดกิจกรรม Coffee Workshop อยู่เรื่อยๆด้วยแต่แอบกระซิบว่างานนี้ต้องจองล่วงหน้านานหน่อยเพราะคิวเต็มเร็วมากครับ ต้องไปติดตามในหน้าแฟนเพจของร้านว่ากิจกรรมนี้จัดเมื่อไหร่เงื่อนไขยังไง
อย่างไรก็ตามไม่มีร้านไหน perfect หรือสมบูรณ์แบบ ยังไงพนักงานก็ไม่ใช่เจ้าของร้านที่จะทุมทั้งกายทั้งใจไปให้กับร้านทุกนาที ก็มีจุดที่ร้านอาจจะต้องปรับปรุงเรื่องความสม่ำเสมอของการให้บริการ บางวันพนักงานหน้าบาร์ในบางวันดูยิ้มแย้มแจ่มใส แต่บางวันดูไม่ค่อยยิ้มแย้มหรือบริการดูเกร็งๆไม่เป็นกันเอง ประสบการณ์ด้านบริการอาจจะยังขึ้นอยู่กับว่าวันนั้นใครเป็นคนอยู่หน้าบาร์และมีอารมณ์อย่างไร
ทำเล บรรยากาศ และสิ่งอำนวยความสะดวก
ทำเล – จุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ ร้านนี้มีทำเลที่ตั้งที่เรียกได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีเยี่ยมเลยครับเพราะร้านตั้งอยู่ห่างจากวัดร่องขุ่นเพียงแค่ 500 เมตร เดินไปก็ใช้เวลา 4-5 นาทีเท่านั้น ตัวร้านอยู่ริมถนนใหญ่ มีไหล่ทางกว้าง เดินทางสะดวกสบาย และมีที่จอดรถบริเวณหน้าร้านเยอะมาก เป็นจุดแวะพักที่คุ้มค่ามากหลังจากเดินตากแดดร้อนๆที่วัดร่องขุ่น
บรรยากาศ – ตั้งแต่เปิดร้านมาจนถึงปลายปี 2566 ร้านเป็นอาคารพานิชย์คูหาเดียวอยู่บริเวณแยกวัดร่องขึ้น ในตอนนั้นเรื่องบรรยากาศค่อนข้างธรรมดามาก เป็นพื้นที่ริมถนน เข้าไปในตัวอาคารร้านก็บรรยากาศร้านกาแฟในแบบที่พบได้ทั่วๆไป ในมุมบวกร้านมี Vibe ที่ดี แอร์เย็นฉ่ำ ตกแต่งสวยงามและดูแลรักษาความสะอาดได้ดี นั่งสบายไม่แออัด แต่ร้านเล็กไปนิดนึง ที่นั่งมีจำกัด ขาดบรรยากาศของการเป็นคาเฟ่นั่งชิลยาวๆ ทางเดินเข้าประตูร้านอาจจะดูไม่ค่อยสะดวกนัก และส่วนใหญ่ทางร้านจะเสิร์ฟกาแฟในแก้ว Take away แบบกระดาษหรือพลาสติก ไม่มีแก้วเซรามิกสำหรับคนที่อยากนั่งดื่มด่ำในร้าน ช่วงนั้นคนมันบ่นว่าลดอรรถรสในการดื่ม Specialty Coffee ไปบ้าง
แต่ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2567 เป็นต้นมาร้านได้ย้ายตัวเองออกจากอาคารพานิชย์ไปอยู่ริมถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นพื้นที่ของโรงคั่วเลย มีพื้นที่กว้างขวางขึ้น แต่โดยรวมแล้วบรรยากาศก็ยังเฉยๆอยู่ดี ไม่มีวิวหรือมุมสวยงามอะไรมากนัก จะดีขึ้นหน่อยตรงที่เปลี่ยนจากอาคารพานิชย์ไปเป็นพื้นที่โล่งมีอาคารของตัวเอง พอเห็นทิวทัศน์รอบด้านได้แบบสบายๆ มีจุดเห็นทุ่งนาข้างๆ เห็นเห็นภูเขาไกลๆ แต่โดยรวมก็ไม่ใช่จุดเช็คอินที่มีวิวสวยๆเหมือนที่หลายๆร้านเน้นกัน
สรุปในเรื่องบรรยากาศคือ ร้านนี้ชนะด้วยคุณภาพกาแฟ ไม่ได้ชนะด้วยมุมถ่ายรูปหรือบรรยากาศ ใครที่มองหาคาเฟ่สวยๆ เพื่อนั่งชิลทำงานยาวๆ หรือถ่ายรูปเช็คอินอาจจะเฉยๆ แต่ถ้าใครที่เป้าหมายคือการมาตามหา “กาแฟที่อร่อยจริงๆ” รับรองว่าเดินออกจากร้านด้วยความประทับใจแน่นอน
ประเด็นเรื่องราคา ราคาสูงกว่าร้านในมาตรฐานเดียวกัน 10 – 15 บาท
เรื่องราคานี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากครับ เคยได้ยินบางคนพูดว่าราคาแพง แต่ขณะเดียวกันหลายคนก็บอกว่าราคาคุ้มค่า และถูกด้วยซ้ำหากเทียบกับคุณภาพ สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคงจะคิดว่าถูกแหละที่มองว่ากาแฟระดับ Specialty รสชาติยอดเยี่ยมขนาดนี้ในราคาแค่ร้อยกว่าบาท ถือว่าสมเหตุสมผลและถูกมากเมื่อเทียบกับยุโรปหรืออเมริกา
คนไทยหลายคนอาจจะรู้สึกว่าราคาแอบแรงไปนิดเพราะมักจะเป็นคนที่คุ้นเคยกับเรทราคากาแฟทั่วไปในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งบางคนให้ความเห็นว่าแพงกว่าร้านทั่วไปประมาณ 10-15 บาท อย่างเช่นกาแฟมาตรฐาน เช่นเอสเพรสโซ่ อเมริกาโน ลาเต้ คาปูชิโน แบบร้อนก็ 65 บาท เย็นก็ 70 บาท ถ้าแบบ specialty ก็ราคา 85 หรือ 90 บาทขึ้นไป
จะถูกหรือแพงต้องไปลองและตัดสินกันเอาเองครับ แต่ถ้าเรามองในมุมของคุณภาพ ต้นทุนของเมล็ดกาแฟพิเศษ และการคั่วเองอย่างพิถีพิถัน ราคาของร้านนี้ก็ถือว่าอยู่ในโซน Premium Specialty ที่สมเหตุสมผล
จุดที่ควรปรับปรุง
มีบางจุดที่คิดว่าสามารถพัฒนาได้อีก อย่างแรกเรื่องขนมและเบเกอรี่ดูแล้วมีตัวเลือกน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับความหลากหลายของกาแฟ และตอนนี้ก็ได้ขยายพื้นที่กว้างขึ้นมีที่นั่งในร้านเพียงพอขนมและเบเกอรี่น่าจะ
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่อาคารพานิชย์ไม่มีแก้วเซรามิกสำหรับลูกค้านั่งทานที่ร้านทำให้หลายคนรู้สึกขาดอรรถรสในการกินไปบ้าง ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขแล้วหลังจากย้ายร้านไปที่ใหม่ใกล้ๆโรงคั่ว
อีกเรื่องที่สำคัญคือความสม่ำเสมอของกลิ่นกาแฟ คือกาแฟทำออกมาได้ดีอร่อยมาก แต่ถ้าสั่งเมนูเดียวกันอีกครั้งวันอื่นบางครั้งกลิ่นไหมของกาแฟเปลี่ยนไป บางครั้งกลิ่นไหม้จางๆ บางทีมีกลิ่นไหม้ชัดเกินไป ความขมเองก็เหมือนจะไม่เท่ากันทุกครั้ง ตรงนี้อาจจะเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล แต่ก็เป็นสัญญาณแจ้งว่าแม้เมล็ดจะดีแค่ไหน แต่การรักษามาตรฐานการชงในทุกๆแก้วคือหัวใจสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้
ทำไมถึงแนะนำร้านนี้
เหตุผลหลักที่คุณจะหลงรักร้าน 12 21 Twelve Twenty One มีดังนี้ครับ
- การค้นพบรสชาติใหม่ (Discovery): ลูกค้าประทับใจกับความแปลกใหม่ กาแฟที่มีรสชาติของบลูเบอร์รี่ องุ่น หรือวิสกี้ เป็นประสบการณ์ที่สร้างความตื่นเต้นและประหลาดใจ
- ความน่าเชื่อถือ (Craft & Credibility): การที่ร้านคั่วกาแฟเอง เจ้าของมีรางวัลการันตี บาริสต้ามีใบรับรอง ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่จะจ่ายเงินให้กับ “ฝีมือ” อย่างแท้จริง
- อิสระในการเลือก (Choice & Personalization): ตัวเลือกเมล็ดที่เยอะและมีคนคอยแนะนำ ทำให้ลูกค้าได้กาแฟที่ตรงกับรสนิยมของตัวเอง
- ทำเลช่วยชีวิต: การได้ดื่มกาแฟเย็นๆ รสชาติดีๆ หลังจากเดินเหนื่อยและร้อนจากวัดร่องขุ่น เป็นอะไรที่ตอบโจทย์และมาถูกที่ถูกเวลาที่สุด
- ความคุ้มค่า: คุณภาพระดับสากลในราคาที่จับต้องได้ ราคาเหมือนจะสูงนะแต่เมื่อได้ลองรสชาติของกาแฟร้านนี้แล้วจะรู้สึกว่าคุ้มค่า
บทสรุป
ร้าน 12 21 Twelve Twenty One Specialty Coffee สาขาเชียงราย คือร้านที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมาเสพรสชาติกาแฟอย่างแท้จริงครับ มันคือโรงคั่วกาแฟที่เปิดพื้นที่ให้คุณได้เข้ามาพูดคุย ทดลอง และสนุกกับสเปกตรัมรสชาติที่หลากหลาย ไม่ว่าคุณจะเป็นสายดริปที่ชอบกาแฟฟรุตตี้ผลไม้จ๋าๆ สายเอสเพรสโซ่เข้มๆ หรือสายกาแฟนมที่ชอบความสร้างสรรค์ของเมนู Dirty ที่นี่มีคำตอบให้คุณเสมอ
ด้วยความตั้งใจของคุณพลอยและทีมงาน ที่ใส่ใจตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ด การคั่วด้วยความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ และการชงด้วยฝีมือบาริสต้าตัวจริง ทำให้ร้านนี้กลายเป็นขุมทรัพย์ลับใกล้วัดร่องขุ่นที่หากใครขับรถผ่านไปแถวนั้น
แนะนำว่าหากได้ผ่านมาแถววัดร่องขึ่น ร้าน 12 21 Twelve Twenty One Specialty Coffee คือ “ห้ามพลาด” ด้วยประการทั้งปวงครับ ลองแวะเข้าไปสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ปล่อยให้บาริสต้าแนะนำเมล็ดดีๆ สักตัว รับรองว่าคุณจะได้เจอกาแฟที่อร่อยและมีเอกลักษณ์จนต้องอยากกลับมาเยือนอีกครั้งแน่นอนครับ








